ฟิตเนส เล่นอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ
ความสะดวกสบายและความครบครันที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของคนรักสุขภาพ ทำให้สถานออกกำลังกายที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ฟิตเนสได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะกับกลุ่มคนวัยทำงานในเมืองใหญ่ที่หาโอกาสเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายกลางแจ้งได้ยาก
แต่ถึงแม้จะเป็นการออกกำลังกายในร่มที่ไม่มีการปะทะ และฟิตเนสส่วนใหญ่ มีเทรนเนอร์ประจำ หลายคนยังคงต้องมาพบแพทย์เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บจากการเล่นฟิตเนส อาการเหล่านี้มีอะไรบ้าง จะมีวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร Better Health
4 ลักษณะของการบาดเจ็บ
“การบาดเจ็บที่พบในฟิตเนสเกิดได้ทั้งจากการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอที่เน้นพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอดอย่างการปั่นจักรยานไฟฟ้าหรือวิ่งบนลู่วิ่ง และการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างการเล่นเวทโดยส่วนใหญ่มักเป็นการบาดเจ็บในเรื่องของโครงสร้างร่างกายที่เกิดจากการใช้งานมากเกินไปหรือหนักเกินไป” คุณธิดารัตน์อธิบายการบาดเจ็บที่พบส่วนใหญ่ซึ่งมักแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
- กล้ามเนื้ออักเสบ เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อ เมื่อเกิดฉีกขาดจากการใช้งานหนัก
- เส้นเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นการอักเสบของเส้นเอ็นที่ยึดระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก (tendon)
- เส้นเอ็นยึดข้อฉีกขาด เป็นการอักเสบของเส้นเอ็นที่ยึดระหว่างกระดูกกับกระดูก (ligament)
- กระดูกรับน้ำหนักมากเกินไป หรือมีแรงเครียดต่อกระดูกมากเกินไป เช่น กระดูกขาหักแบบเป็นรอย (stress fracture) จากการวิ่งอย่างหนักและเกิดแรงกระแทกซ้ำๆ
เจ็บแล้ว ต้องทำอย่างไร
หากคุณไม่ได้ออกกำลังกายมานานพอสมควรเมื่อกลับมาออกกำลังอีกครั้งและรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว อาการแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นการบาดเจ็บแต่เป็นกลไกตอบสนองของร่างกายตามปกติเพื่อจะบอกว่า การออกกำลังกายนั้นหนักเกินไปกล้ามเนื้อยังไม่คุ้นเคยและมีอาการกล้ามเนื้อช้ำเกิดขึ้น ซึ่งอาการนี้จะหายไปได้เองภายใน 2-3 วันโดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย แต่หากเป็นการบาดเจ็บจริงๆ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยอาการปวด บวม ผิวบริเวณที่เจ็บมีสีแดง และเมื่อแตะแล้วรู้สึกร้อนกว่าบริเวณใกล้เคียง ให้สันนิษฐานว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นหลักการดูแลตัวเองเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ทันทีคือ PRICER ซึ่งประกอบด้วย
P = Protection ป้องกันไม่ให้ส่วนที่บาดเจ็บขยับเขยื้อน
R = Rest พักการใช้งานส่วนที่บาดเจ็บ
I = Ice ประคบเย็นด้วยน้ำแข็งภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดการบาดเจ็บเพื่อลดอาการบวม
C = Compression คือการกด โดยทำควบคู่ไปกับการใช้น้ำแข็ง อาจใช้แผ่นเย็นประคบแล้วพันให้กระชับ
E = Elevation คือยกอวัยวะส่วนที่เจ็บให้สูงไว้เพื่อให้เลือดไหลย้อนกลับเข้าสู่หัวใจและลดอาการบวม
R = Referral ในกรณีที่บาดเจ็บมาก หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ แนะนำให้พบแพทย์ทันที
“ระหว่างที่ยังบาดเจ็บอยู่ ไม่ควรทำกิจกรรมที่จะทำให้บาดเจ็บซ้ำที่เดิม เพราะจะทำให้โอกาสหายน้อยลงหรือต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะหาย ฉะนั้น ควรรอให้อาการหายสนิทแล้วจริงๆ แต่คุณก็ยังสามารถออกกำลังกายในส่วนอื่นๆ ที่ไม่บาดเจ็บได้ เช่น เจ็บแขนก็ให้เลือกออกกำลังกายที่ใช้ขาแทน หรือเจ็บขาก็ยกเวทแขนไปก่อนเป็นต้น” คุณธิดารัตน์แนะนำ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น